Vocab : The Alchemyst

posted on 30 Aug 2009 01:16 by avanos

http://img38.imageshack.us/img38/7735/alchey.jpg

 

วันนี้เราจะมาเรียนรู้็ศัพท์จากหนังสือเรื่องนี้กันนะครับ ~

 

 http://img38.imageshack.us/img38/9581/alche.jpg

claim [VT] ; เรียกร้อง
Syn. demand; require

illness [N] ; ความเจ็บป่วย
Syn. indisposition; sickness
Relate. ความเจ็บไข้, โรคภัย

touch [VT] ; มีอิทธิพล
Relate. มีผลกระทบ

upon [PREP] ; บน
Syn. on
Relate. เหนือ

physician [N] ; หมอ
Syn. doctor
Relate. แพทย์, นายแพทย์

alchemist [N] ; นักเล่นแร่แปรธาตุ

acknowledge [VI] ; ยอมรับ
Syn. accept; recognize

sought [VI] ; กริยาช่องที่ 2 และ 3 ของ seek

seek [VI] ; มองหา
Syn. look for
Relate. แสวงหา, เสาะหา, สำรวจ

emperor [N] ; จักรพรรดิ์
Syn. dictator; king; ruler
Relate. กษัตริย์, ฮ่องเต้, ผู้ครองจักรวรรดิ์

ordinary [ADJ] ; ปกติ
Syn. common; regular
Ant. uncommon; unusual
Relate. ธรรมดา, สามัญ, พื้นๆ

precious [ADJ] ; ล้ำค่า
Syn. high-priced; costly
Relate. เลอค่า, สูงค่า, ยอดเยี่ยม, ดีเลิศ

discover [VT] ; ค้นพบ
Syn. find; meet; encounter
Relate. เจอ, พบ, ค้นหา, ตรวจพบ, ทำให้รู้กันทั่ว

secret [ADJ] ; เป็นความลับ
Syn. inexpressive; private; incommunicable; hidden; underground
Ant. known; revealed
Relate. ซ่อนเร้น, ปิดบัง, ลึกลับ, แอบซ่อน, หลบ

hidden [ADJ] ; ซึ่งปกปิด
Syn. concealed
Relate. ซึ่งแฝงเร้น, ซึ่งซ่อน, ที่มองไม่เห็น

ancient [ADJ] ; เก่า
Syn. old; antique; aged
Relate. เก่าแก่

kidnap [VT] ; ลักพา
Relate. ขโมย, ลัก, ลักพาตัวเพื่อเรียกค่าไถ่, ฉุด

age [VI] ; มีอายุเพิ่มขึ้น
Relate. มีอายุมากขึ้น, แก่ขึ้น

within [PREP] ; (ซึ่งเกิดขึ้น) ภายใน (สังคม, องค์กร, ระบบ)

cycle [N] ; วงโคจร

wither [VI] ; เหี่ยวแห้ง
Syn. dry up; shrivel; wizen
Relate. เหี่ยวเฉา, เหี่ยว

against [PREP] ; ต่อต้าน
Syn. opposite to
Relate. สู้กับ

triumph [N] ; ชัยชนะ

elder [ADJ] ; แก่กว่า
Syn. senior
Relate. อาวุโส, แก่, สูงวัย

reclaim [VT] ; เรียกกลับคืน
Syn. retrieve; take back
Relate. เอากลับ

wipe [VT] ; เช็ด
Relate. เช็ดให้สะอาด, ถู, ขัด

humanity [N] ; คนทั่วไป
Relate. มนุษย์โลก

planet [N] ; โลก
Syn. sphere; globe; earth
Relate. ดาวเคราะห์ที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่

immortal [ADJ] ; ซึ่งเป็นอมตะ
Syn. eternal; everlasting; undying
Ant. mortal
Relate. ชั่วนิรันดร์, ซึ่งไม่ตาย, ชั่วกัลปาวสาน

adopt [VT] ; รับเลี้ยงเป็นลูก
Syn. take in; raise; take from an orphanage

สำหรับปี 2008 ที่เพิ่งผ่านพ้นไปนั้น มีความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกิดขึ้นกับแวดวงไอทีทั่วโลกรวมทั้งบ้านเราด้วย หนึ่งในนั้นเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับผู้ใช้ไอทีบ้านเราที่จะได้สมหวังกัน สักที นั่นก็คือ การที่ กทช. ประกาศอนุมัติ WiMax-3G ในต้นปี 52 หรือปี 2009 นี้ หลังจากติดโรคเลื่อนและปัญหาหยุมหยิมมานาน จนสุดท้ายก็ได้ข้อสรุป แต่จะสรุปออกมาได้ดีอย่างที่เราๆ ท่านๆ หวังเอาไว้หรือไม่นั้น คงต้องติดตามกันต่อไปครับ
ครั้งนี้เป็นเรื่องราวของโลกในยุคที่นวัตกรรม ไร้สายครองเมือง ซึ่งในปี 2009 นี้ เราจะได้เห็นและได้สัมผัสกับเทคโนโลยีไร้สายในรูปแบบใดบ้างนั้น ไปติดตามพร้อมๆ กันเลยครับ...
WiMax จิ๊กซอร์ตัวสุดท้ายที่เกือบหาไม่เจอ!!!
ปี 2009 นี้ หากไม่พูดถึงเรื่อง WiMax คงต้องกลายเป็นคนตกกระแสแน่ๆ ครับ เพราะความหวังที่หลายคนตั้งตารอมานานนั้น ใกล้จะถึงฝั่งแล้ว หลังจากการประกาศออกใบอนุญาตอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง หรือ ไวแมกซ์ (WiMax) จากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ซึ่งผ่านการตรวจสอบและทดสอบมายาวนานหลายปี บัดนี้ ประเทศไทยกำลังจะมีบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ 3G/WiMax ให้ใช้งานเหมือนกับประเทศเพื่อนบ้านกันแล้ว (*0*)/ (ไชโย!!!) ภาพของสังคมไทยและผู้คนที่ดำเนินชีวิตในยุค 3G/WiMax จะออกมาในรูปแบบใดนั้น ตอนนี้ยังตอบไม่ได้แน่ จนกว่าจะได้เห็นโฉมหน้าของบริการและแอพพลิเคชันต่างๆ จากบรรดาโอเปอร์เรเตอร์ทั้งหลายที่ได้รับใบอนุญาตจาก กทช.

ถ้าเรา ได้ดูตัวอย่างจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและอินโดนีเชียที่ นำเอาเทคโนโลยี WiMax ไปใช้งานนั้น หมู่บ้านเล็กๆ ที่อยู่ห่างไกลออกไปในชนบทสามารถเชื่อมต่อและสื่อสารกับผู้คนในเมืองผ่าน ระบบอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง รวมทั้งการใช้โทรศัพท์ผ่านอินเตอร์เน็ตและใช้วิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ได้อย่าง ไม่มีปัญหาติดขัด ด้วยคุณสมบัติของ WiMax ในการรับส่งข้อมูลที่มีอัตราเร็วถึง 75 Mbps และครอบคลุมเพื้นที่ได้กว้างไกลเกือบ 50 กิโลเมตร ทำให้สามารถขยายโครงข่าย WiMax ไปยังพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างทั่วถึง แน่นอนว่าเป็นวิธีที่ง่ายกว่าการลากสายทองแดงจากชุมสายหรือโอเปอเรเตอร์ไป ยังผู้ใช้ปลายทางอีกด้วย

สิ่งที่เทคโนโลยี WiMax ตอบสนองให้เราได้นั้น นอกจากใช้อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงจากที่ใดๆ ก็ตามอย่างทั่วถึงแล้ว WiMax ยังเป็นจิ๊กซอร์ตัวสุดท้ายที่เข้ามาเติมเต็มระบบไร้สายปัจจุบันให้สมบูรณ์ แบบยิ่งขึ้น เช่น พื้นที่ที่อินเตอร์เน็ตไร้สายระบบเดิมอย่าง Wi-Fi เข้าไม่ถึง หรือมีความเร็วไม่เพียงพอ โครงข่ายของ WiMax ก็จะเป็นตัวเชื่อมให้พื้นที่เหล่านี้สามารถใช้อินเตอร์เน็ตไร้สายในระดับ ความเร็วที่ผู้ใช้ต้องการ รวมทั้งการขยายขอบเขตพื้นที่ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยอาศัยโครงข่าย WiMax เชื่อมต่อกับโอเปอเรเตอร์ ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้ หากโทรศัพท์เคลื่อนที่ฝังชิป WiMax ลงไปในเครื่องด้วยแล้ว คุณก็จะมีเครื่องมือสื่อสารที่ทรงพลังและครบเครื่องอยู่ในมือเลยทีเดียว แต่สำหรับตอนนี้ คงต้องรอให้ทาง กทช. จัดสรรย่ายความถี่สำหรับ WiMax ให้เสร็จเรียบร้อยเสียก่อน

3G/WiMax

สำหรับค่ายมือถือที่รอ ลุ้นอยู่ว่าจะได้รับใบอนุญาติจาก กทช. เพื่อเปิดให้บริการ 3G/WiMax ได้ก่อนใครเพื่อนหรือไม่นั้น ตอนนี้ WiMax คงจะเปรียบเหมือนกับสลากรางวัลที่ 1 ซึ่งหากถูกรางวัลนี้ก็ได้เฮกันเลย ส่วนผู้ให้บริการที่พลาดรางวัลนี้ก็อาจถึงกับฝันร้ายไปเลย เมื่อคู่แข่งได้ WiMax ไปขับเคลื่อนระบบเครือข่ายของตนก่อนย่อมได้เปรียบอย่างมาก โดยเฉพาะการปล่อยบริการอินเตอร์เน็ตไรสายที่สามารถทำได้เหนือกว่า

ข้อ จำกัดของอินเตอร์เน็ตไร้สายปัจจุบันอย่าง Wi-Fi คือ ความเร็ยและระยะทางหรือของเขตในการให้บริการ ซึ่งมีความเร็วสูงสุด 54 Mbps (มาตรฐาน 802.11g) และมีระยะทางไม่เกิน 100 เมตร เมื่อเทียบกับอินเตอร์เน็ตไร้สายที่ใช้เทคโนโลยี WiMax ในการรับส่งสัญญาณสามารถให้อัตราเร็วสูงถึง 75 Mbps และมีพื้นที่ให้บริการในรัศมี 48 กิโลเมตร เมื่อเทียบกับ Wi-Fi และเทคโนโลยี 3G อื่นๆ แล้วต้องถือว่า WiMax ขี่ม้าขาวผ่าทางตันมาเพื่อยุคดิจิตอลมัลติมีเดียจริงๆ เพราะยุคนี้ การรับส่งข้อมูลไม่ได้มีเพียงแค่ข้อความและเสียงเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงข้อมูลมัลติมีเดียอื่นๆ ด้วย สำหรับผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตไร้สายผ่านระบบเครือข่าย Wi-Fi เดิม จึงต้องปรับปรุงเครือข่ายให้มีความเร็วที่สามารถตอบสนองกับความต้องการของ ผู้ใช้ในยุคนี้ ไม่อย่างนั้น เครือข่าย WiMax เอาไปกินหมดแน่ๆ เราอาจจะได้เห็น Hi-Speed Wi-Fi ที่ใช้มาตรฐาน 802.11N ซึ่งให้อัตราเร็วอยู่ระหว่าง 74-248 Mbps ออกมาให้บริการก่อนที่เสาเครือข่าย WiMax ต้นแรกจะปักหมุดก็เป็นได้ เพราะตอนนี้ทั้งโน๊ตบุ๊คและการ์ด Wireless LAN รุ่นใหม่ๆ ต่างก็รองรับมาตรฐานดังกล่าวกันเกือบหมดแล้ว

Sub Notebook/Mobile Phone

ซับ โน๊ตบุ๊คหรือเน็ตบุ๊ค รวมทั้งโทรศัพท์มือถือไฮเทค ทั้งหลายในปี 2009 ล้วนแต่เป็นอุปกรณ์ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีไร้สาย รวมถึงบริการและแอพลิเคชั่นต่างๆ ที่จะทยอยออกมาในปีนี้ ถ้าพูดถึงเน็ตบุ๊คนั้น ต้องยอมรับว่าเป็นเทรนด์ใหม่มาแรง และจะแรงไต่ระดับขึ้นเรื่อยๆ ในปีนี้ เนื่องจากค่ายโน๊ตบุ๊คส่วนใหญ่จะหันมาเจาะตลาดกลุ่มนี้ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีผู้ใช้งานหลายระดับ ตั้งแต่เด็กวัยรุ่นไปจนถึงคนทำงานและนักธุรกิจที่ต้องการอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ แบบพกพาที่มีความสามารถอยู่ระหว่างพีดีเอกับโน๊ตบุ๊ค ซึ่งเน็ตบุ๊คเข้ามาเติมช่องว่านี้ได้พอดี ถึงแม้ว่าโทรศัพท์มือถือหรือสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ๆ จะมีความไฮเทคและประสิทธิภาพที่ไล่หลังมาก็ตาม แต่ก็ยังตอบสนองการใช้งานได้ไม่ครอบคลุมโดยในปีนี้เน็ตบุ๊คจะถูกนำมาใช้เป็น เครื่องมือไปการท่องเน็ตและดิจิตอลเล่นคอนเทนต์ต่างๆ ผ่านหน้าเว็บเป็นหลัก

ส่วน โทรศัพท์มือถือนั้น หน้าจอแบบสัมผัสคงเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้คลั่งไคล้ในมือถือ เนื่องจากให้ประสบการณืในการใช้งานได้หลากหลายกว่าการกดปุ่มแบบเดิมๆ นอกจากนี้แอพลิเคชั่นใช้งานต่างๆ ที่ออกแบบมาเพื่อระบบสัมผัสก็ดูจะเป็นของเล่นใหม่ที่ดึงดูดผู้ใช้ได้มากที เดียว การแข่งขันของค่ายมือถือและผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือในยุคไร้สาย นอกจากต้องนำความแปลกใหม่มาให้ผู้ใช้แล้ว ยังต้องพัฒนากเรื่องประสิทธิภาพของอุปกรณ์รวมถึงแอพลิเคชั่นหลังจากนี้ ซึ่งจะเป็นยุคที่ WiMax กลายเป็นตัวเฟืองหลังของเครือข่ายไร้สาย

Wireless Mobile Printer
พรินเตอร์ ไร้สายก็เป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ ที่จะได้รับความนิยมในยุคที่ระบบไร้สายครองเมือง ถึงแม้ว่าจะมีออกมาให้เห็นในตลาดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาก็ตาม แต่นั่นก็ยังเป็นพรินเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ครับ เรากำลังพูดถึงพรินเตอร์ไร้สายที่มีขนาดไม่ใหญ่ไปกว่าเน็ตบุ๊คหรืออาจจะใหญ่ กว่าโทรศัพท์มือถือไม่มากนัก ถ้าคุณเคยเห็นพรินเตอร์ขนาดเล็กที่เอาไว้พิมพ์บาร์โค้คแปะข้างกล่องสินค้า หรือพิมพ์ใบเสร็จแผ่นเล็ก พรินเตอร์ที่ว่านี้ก็มีขนาดพอๆ กัน โดยคุณสามารถพกไปไหนมาไหนได้สบาย เพระมันใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ ซึ่งอาจรวมถึงการใช้พลังงานแสงอาทิตย์จากแผงโซลาเซลล์ด้วย

Wireless Mobile Printer ในต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น และเกาหลี ได้รับความนิยมจากบรรดาวัยรุ่นเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีคุณสมบัติที่เพียงพอกับความต้องการในการพิมพ์ภาพต่างๆ เช่น การสั่งพิมพ์ภาพถ่ายจากโทรศัพท์มือถือผ่านบลูทูธ หรือผ่านสายดาต้าลิงก์ และสายยูเอชบี ก็สามารถทำได้ ด้วยขนาดตัวเครื่องที่ใหญ่กว่าโทรศัพท์มือถือไม่มากนัก จึงเหมาะสำหรับการพิมพ์ภาพถ่ายเล็กๆ ที่มีขนาดพอๆ กับภาพถ่ายจากตู้สติ๊กเกอร์ ส่วนพรินเตอร์ไร้สายที่เป็นรุ่นใหญ่ขึ้นอีกนิด ก็สามารถรองรับการพิมพ์ผ่านระบบไร้สายต่างๆ ได้อย่างครอบคลุม ทั้ง Infrared, Bluetooth และ Wi-Fi สำหรับพรินเตอร์ไร้สายที่สามารถพกพาได้สะดวกแบบนี้ คงเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่จะมาแรงในปี 2009 นี้แน่

ร้านสะดวกซื้อไร้สาย
ร้าน สะดวกซื้อกับระบบไร้สาย ฟังดูไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน แต่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลี ร้านสะดวกซื้อที่หลายคนคุ้นชื่อกันดี ได้นำเอาระบบไร้สายเข้ามาช่วยในการบริหารร้าน ตั้งแต่จัดการเรื่องสต็อกสินค้าไปจนถึงระบบความปลอดภัยภายในร้าน ในประเทศญี่ปุ่นนั้น ระบบไร้สายที่นำมาใช้ในร้านสะดวกซื้อพวกนี้ค่อนข้างล้ำหน้าไปไกลแล้ว ภายในร้านมีแค่ผู้จัดการและพนักงานอีก 2-3 คน นอกนั้นใช้ระบบคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อด้วยระบบไร้สายในการบริการร้านทั้ง หมด ถ้าคุณเคยเห็นแผ่นป้ายบาร์โค้ดที่ติดไว้ในชั้นขายสินค้าต่างๆ ที่นี่จะไม่มีครับเพราะทุกอย่างเป็นระบบดิจิตอล ป้ายประดาบบาร์โค้ดถูกแทนที่ด้วยหน้าจอ LCD ซึ่งแสดงราคาและชื่อสินค้า ภายในชั้นวางสินค้าจะมีเซนเซอร์ตรวจนับจำนวนของสินค้าที่ถูกซื้อไป เมื่อสินค้าใกล้จะหมดเครื่องก็จะส่งสัญญาณเตือนไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่ง พนักงานก็จะทราบทันที นอกจากนี้หากมีการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้า ก็ไม่ต้องเดินมาแปะบาร์โค้ดหรือป้ายราคาใหม่อีกด้วย เพราะสามารถสั่งการได้จากหน้าจอคอมพิวเตอร์ ที่เคาเตอร์ไปยังป้ายแสดงราคาดิจิตอลได้ทันที ผมว่า อีกไม่นาน ญี่ปุ่นคงสร้างหุ่นยนต์ลำเลียงสินค้า สำหรับร้านสะดวกซื้อด้วยแน่ๆ แบบนี้สงสัยคงมีคนตกงานกันอีกตรึม

โจรกรรมข้อมูลแบบไร้สาย
เมื่อ เข้าสู่ยุคไร้สายครองเมือง นอกจากเราจะได้เห็นความศิวิไลย์ของเทคโนโลยีต่างๆ กันแล้ว หากมองถึงภัยร้ายต่างๆ ที่มักมาพร้อมกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีก็คงหนีไม่พ้นด้วยเช่นกัน หนึ่งในนั้นก็คือ การโจรกรรมข้อมูลแบบไร้สาย ถ้าเป็นเมือง 3-4 ปีที่แล้ว เราคงนึกถึงการแฮกข้อมูลบนมือถือผ่านระบบบลูทูธกัน แต่ปัจจุบัน โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ๆ ไม่ได้มีแค่บลูทูธอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมถึง Edge, GPRS, CDMA, Wi-Fi และ WiMax ที่กำลังจะมาอีก การโจรกรรมข้อมูลในยุคไร้สายจะเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ถ้าคณติดตามข่าวการเจาะฐานข้อมูลของโรงงานอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งในต่างประเทศ ซึ่งนำเอาระบบ RFID มาใช้ คงจะทราบดีว่าการเข้าถึงข้อมูลผ่านระบบไร้สายนั้นไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เมื่อข้อมูลดิจิตอลถูกส่งไปในอากาศก็เท่ากับว่าใครก็ตามที่มีอุปกรณ์จับ สัญญาณและถอดรหัสก็สามารถได้ข้อมูลที่พวกเขาต้องการ หนำซ้ำยังอาจถูกย้อนรอยเจาะขึ้นไปถึงฐานข้อมูลหลักเลยทีเดียว สำหรับผู้ใช้ทั่วๆ ไป ที่พกพาอุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่อกับระบบไร้สายต่างๆ ได้นั้น อุปกรณ์ของคุณจะถูกสอดส่องและตกเป็นเป้ามากขึ้น เนื่องจากคนส่วนใหญ่มักเชื่อใจเทคโนโลยีที่เพิ่งออกมาใหม่ จึงมักฝากข้อมูลต่างๆ ซึ่งอาจรวมถึงข้อมูลสำคัญเอาไว้ในอุปกรณ์พวกนี้ด้วย

เมื่อ เทคโนโลยีไร้สายช่วยให้อุปกรณ์ดิจิตอลเชื่อมต่อเข้าหากันได้จากทุก ที่ และทำได้ง่ายขึ้นเท่าไหร่ การแสวงหาประโยชน์จากข้อมูลที่ล่องลอยในอากาศก็ยิ่งมีมากขึ้น ต่อจากนี้ หากคุณเห็นใครถือเน็ตบุ๊คหรือโทรศัพท์มือถือเดินไปเดินมาตามที่สาธารณะต่างๆ อาจไม่ใช่แค่การใช้งานทั่วๆ ไป แต่อาจเป็นการสแกนหาสัญญาณไร้สายเพื่อโจรกรรมข้อมูลก็เป็นได้

http://zero.hroyy.com/2009-%E0%B8%9B%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%84/


ผล ตัดสินรางวัลการออกแบบผลิตภัณฑ์ยอดเยี่ยมนานาชาติ หรือรางวัล "IDEA" ประจำปี พ.ศ.2552 ได้ฤกษ์ประกาศรายชื่อผู้ชนะสาขาต่างๆ ออกมาแล้ว

         รางวัลนี้สนับสนุนโดยนิตยสารธุรกิจชั้นนำ "บิสสิเนสวีก" และสมาคมนักออกแบบอุตสาหกรรมแห่งสหรัฐอเมริกา (IDSA) มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างและมอบรางวัลเพื่อเป็นเกียรติแก่บุคคล กลุ่มบุคคล รวมถึงองค์กรที่มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมการออกแบบใหม่ๆ ซึ่งสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจของประชากรทั่วโลก

         สำหรับผู้ชนะที่น่าสนใจและมีความโดดเด่นในสาขาต่างๆ ประจำปี 2552 บางส่วนประกอบด้วยผลงานดังต่อไปนี้

1.คู่มือทำอาหารดิจิตอล (Teaser)

   ผู้ออกแบบ : สก๊อตชิม มหาวิทยาลัยรัฐโอไฮโอ และคาลวิน เฉิน มหาวิทยาลัยเพอร์ดู สหรัฐอเมริกา ที เซอร์ (Teaser) เป็นต้นแบบคู่มือปรุงอาหารยุคดิจิตอลที่นอกจากจะบรรจุข้อมูลเกี่ยวกับสูตร อาหารต่างๆ เอาไว้ในหน่วยความจำแล้วก็ยังมีระบบ "ผลิตรสชาติ" ของเมนูที่ต้องการปรุงออกมาได้ด้วย!

         ภายในตัวเครื่องติดตั้ง "ตลับเก็บรสชาติ" เอาไว้ 18 ตัวอย่าง สามารถสั่งให้เครื่องนำมาผสมกัน พร้อมกับจัดพิมพ์ลงบนกระดาษตัวอย่างเพื่อให้ลองชิมดูว่าถูกใจหรือไม่ ถ้าถูกลิ้นก็ลงมือปรุงจริงๆ ได้เลย แต่ถ้าไม่โดนใจก็ประยุกต์สูตรได้ตามสะดวก

2.เครื่องสร้างอักษรเบรล (Haptic Reader)

 ผู้ออกแบบ : เดวิด ลี และยูนา คิม มหาวิทยาลัยฮันดองโกลบอล และฮันซุก ลี มหาวิทยาลัยไคเมียง เกาหลีใต้ Haptic Reader ทำหน้าที่เป็นเครื่องสแกนตัวอักษรบนหน้าหนังสือ จากนั้นประมวลผลออกมาเป็นตัวอักษรเบรล ช่วยให้ผู้พิการทางสายตามีโอกาสเข้าถึงคลังความรู้ในโลกหนังสือมากขึ้น

         วิธีการใช้งาน นำตัวเครื่องวางทับหน้าหนังสือที่ต้องการ เมื่อระบบสแกนเสร็จแล้ว พื้นผิวหน้าจอส่วนบน จะมีปุ่มนูนขึ้นมาแปรสภาพเป็นอักขระเบรล

         นอกจากนั้น ยังมีระบบแปลงตัวอักษรที่สแกนเข้ามาเป็น "คำพูด" อีกด้วย

3.โน้ตบุ๊กเจาะกลุ่มผู้หญิง (Shell Laptop Concept)

 ผู้ออกแบบ : จอช มารัสกา และแทน ทูลิส สหรัฐอเมริกา ต้นแบบโน้ตบุ๊ก รุ่น "Shell Laptop" พัฒนาโดยทีมงานของบริษัทไมโครซอฟท์ ยักษ์ใหญ่ธุรกิจโปรแกรมคอมพิวเตอร์เบอร์ 1 ของโลก แนวคิดหลักต้องการทลายกรอบการออกแบบ โน้ตบุ๊กเดิมๆ

         มุ่งจับลูกค้ากลุ่ม "ผู้หญิง" ยุคใหม่ อายุระหว่าง 23-28 ปี นำวัสดุที่ดูแล้วมีความนุ่มนวล น่าสัมผัส เช่น ไม้และเซรามิกมาผสานเข้ากับลวดลายเรืองแสง มองแล้วน่าดึงดูดใจให้ใช้งาน

4.คอนแท็กต์เลนส์กันแดด (Contact Shades)

  ผู้ออกแบบ : จิน ยองอุน, จุน เกียวลี, ยัง โฮลี สังกัดกลุ่มโคเรีย ดีไซน์ เมมเบอร์ชิพ ประเทศเกาหลีใต้

         "แว่นตากันแดด" มีมาตั้งหลายปี ล่าสุด กลุ่มนักออกแบบแดนโสมจึงคิดค้น "คอนแท็กต์เลนส์" ที่มีคุณสมบัติกันแดดและรังสีอัลตราไวโอเลตขึ้นมาบ้าง

         คอนแท็กต์เลนส์กันแดดที่ว่านี้มี 4 รุ่นด้วยกัน เหมาะกับสภาพอากาศ 4 ลักษณะ และมุ่งจับลูกค้ากลุ่มที่ชอบเล่นกีฬากลางแจ้ง

5.แผนที่หลากมุมมอง (Panamap)

 ผู้ออกแบบ : เอียน ไวต์ บริษัท เออร์บัน แม็ปปิ้ง อิงก์ สหรัฐอเมริกา

         แผนที่ มาตรฐานทั่วไปทุกวันนี้ถูกระบบบอกพิกัดผ่านดาวเทียม (จีพีเอส) รวมถึงโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนชนิดมีแผนที่ในตัวแย่งหน้าที่ไปเยอะ จนใกล้กลายเป็นของตกยุค

         แต่บ.เออร์บัน แม็ปปิ้ง ยังคงศรัทธาในแผนที่ เพียงแต่นำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการสร้างแผนที่ไฮเทค รุ่น "Panamap" (พานาแม็ป) เมื่อกางและขยับเปลี่ยนมุมมองแผนที่แต่ละครั้ง จะมองเห็นข้อมูลอื่นปรากฏขึ้นมาสลับกันไป อาทิ ถนนหนทาง เส้นทางเดินรถระบบขนส่งมวลชน และแนะนำย่านสำคัญๆ ในแต่ละเมือง

6.เลนจักรยานส่วนตัว (Light Lane)

 ผู้ออกแบบ : เอวาน แกนต์ จากสมาคมนักออกแบบอุตสาหกรรมแห่งอเมริกา และอเล็กซ์ ที จากบริษัท อัลติจูด อิงก์ สหรัฐอเมริกา

         กระแส รณรงค์ให้คนในสังคมเมืองหันมาขี่จักรยานเพื่อช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อมคนละ ไม้คนละมือไม่ค่อยได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร หนึ่งในสาเหตุหลักเพราะไม่มีการสร้าง "เลนจักรยาน" เอาไว้ให้ประชาชนขี่จักรยานด้วยความปลอดภัย

         เมื่อหวังพึ่งทางการ ไม่ค่อยได้ คู่หูเอวาน กับอเล็กซ์ จึงออกแบบ "ไฟส่องเลนจักรยาน" ขนาดพกพาสำหรับติดท้ายจักรยาน คอยทำหน้าที่ยิงลำแสงเลเซอร์ออกไปเป็นรูป "เลนจักรยาน" เพื่อขอทางปั่นจักรยานและเตือนให้รถยนต์ที่ขับตามมาข้างหลังได้มองเห็นชัดๆ โดยเฉพาะยามค่ำคืน

7.โคมไฟรีไซเคิล (The Energy Seed)

   ผู้ออกแบบ : ปาร์ก ซังวู มหาวิทยาลัยกุ๊กมิน และคิม ซุนฮี มหาวิทยาลัยชุนอา เกาหลีใต้

         เป้าหมายการประดิษฐ์โคมไฟรูปร่างเลียนแบบ "ดอกไม้" แสนสวยงามชิ้นนี้ เพื่อกระตุ้นให้มนุษย์ตระหนักถึงพิษภัยของการทิ้ง "ขยะพิษอิเล็กทรอนิกส์" ไม่เป็นที่เป็นทาง เช่น ถ่านและแบตเตอรี่ ซึ่งนับวันยิ่งส่งผลเสียต่อสภาพแวดล้อมอย่างรุนแรง

         การใช้งานโคมไฟ "Energy Seed" ต้องทิ้งถ่านหรือแบตเตอรี่เก่าลงไปในช่องที่จัดเตรียมไว้ให้ ขั้นต่อไประบบจะ "รีด" พลังงานที่ยังพอตกค้างอยู่ในแบตเตอรี่ออกมาใช้จนหมดเกลี้ยง

         เมื่อทิ้งแบตเตอรี่เก่าๆ ลงไปมากเท่าไหร่ หลอดไฟแอลอีดีในดอกไม้จะสว่างจ้ามากขึ้นเท่านั้น เหมือนเราค่อยๆ ปลูกประคบประหงมเมล็ดพันธุ์พืชจนเติบใหญ่

8."เมาส์"สุดจ๊าบ (Arc Notebook Mouse)

 ผู้ออกแบบ : นักออกแบบผลิตภัณฑ์ไอทีประจำบริษัทวัน แอนด์ โค, ไมโครซอฟท์ และแคดเบส โซลูชั่น สหรัฐอเมริกา

         ใครเห็นรูปโฉมเมาส์คอมพิวเตอร์ "Arc Notebook Mouse" รุ่นนี้ของบริษัทไมโครซอฟท์คงต้องยอมรับว่าจ๊าบจริงๆ ได้รับการออกแบบให้ใช้กับโน้ตบุ๊กโดยเฉพาะ รูปทรงโค้งมน หยิบจับใช้งานคล่องตัว

         มีขนาดเล็กกว่าเมาส์ทั่วไปของคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะราวกึ่งหนึ่ง แต่สามารถกางออกมาให้กลายเป็นเมาส์ขนาดใหญ่ได้ด้วย

9.ชุดตรวจเชื้อเอดส์ที่บ้าน (Project Masiluleke Home HIV Test Kit)

  ผู้ออกแบบ : บริษัท ฟร็อกดีไซน์ สหรัฐอเมริกา ชุดตรวจผลเชื้อเอชไอวี/เอดส์ในภาพนี้ แจกจ่ายฟรีอยู่ในประเทศแอฟริกาใต้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในโครงการลดการแพร่ระบาดของเชื้อเอดส์ในพื้นที่ชนบทห่าง ไกลของแอฟริกาใต้

         เมื่อรับชุดดังกล่าวไปแล้ว นำไปตรวจหาเชื้อเอชไอวีได้ด้วยตนเอง โดยใช้ "น้ำลาย" เป็นตัวตรวจหาเชื้อ ภายในกล่องเขียนคำอธิบายวิธีใช้งาน ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาท้องถิ่นของคนแอฟริกัน

10.เครื่องบินสะเทินน้ำสะเทินบก (ICON A5)

 ผู้ออกแบบ : นักวิจัยสังกัดบริษัท ไอคอน แอร์คราฟต์, กลุ่มนิสสัน ดีไซน์ อเมริกา, บริษัท ทรอย ลี ดีไซน์ และวิทยาลัยศิลปะการออกแบบ สหรัฐอเมริกา

         เครื่องบินส่วนบุคคลหน้าตาล้ำยุคและดุดันเอาเรื่อง รุ่น "ICON A5" ใช้เล่นได้ทั้งบนอากาศและเหนือผิวน้ำ ปีกพับเก็บได้ ช่วยให้การเคลื่อนย้ายตัวเครื่องไปยังสถานที่ต่างๆ ทำได้โดยง่าย

         พัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มคนที่รักในกีฬาขับเครื่อง บินเล็ก ซึ่งมีใบอนุญาตการบินถูกต้องตามกฎหมาย

ข้อมูลจาก : เว็บไซต์ businessweek, new scientist

ที่มา : จากหนังสือพิมพ์ข่าวสด / http://www.oknation.net/blog/556644/2009/08/21/entry-2

เรื่องบางเรื่องเราพบเห็นกันทุกวันจนเคยชิน ก็เลยไม่ได้นึกสงสัยอะไร แต่แล้วก็มีคนตั้งคำถามที่ผมเชื่อว่า คุณผู้อ่านหลายๆ ท่านก็คงอยากจะทราบเหมือนกัน นั่นก็คือ แฟลชไดรฟ์ ยูเอสบีไดรฟ์ หรือธัมบ์ไดรฟ์ ที่แล้วแต่ใครจะเรียกนั้น มันมีขั้นตอนการผลิตอย่างไร? ทำไมถึงมีราคาถูกลงเรื่อยๆ เพราะมันทำง่ายอย่างนั้นหรือ?
คลิปวิดีโอที่ นำมาฝากเป็นการติดตามเข้าไปเก็บขั้นตอนการผลิตยูเอสบีไดรฟ์ใน โรงงานผลิตของ Kingston ที่ตั้งในกรุงไทเป ประเทศไต้หวัน โดยเริ่มตั้งแต่พิมพ์ลายวงจร ติดชิป ตรวจสอบ ประกอบคอนเน็คเตอร์ ตัดแบ่งแยกชิ้น ตรวจสอบอีกครั้ง ก่อนจะนำไปประกอบตัวถังด้วยสีสันต่างๆ แล้วยังต้องมีการทดสอบในขั้นตอนสุดท้ายอีกครั้งกว่าจะได้ยูเอสบีไดรฟ์ที่ สมบูรณ์พร้อมจำหน่าย

 

 
รับรอง ว่า คุณผู้อ่านจะต้องทึ่งกับขั้นตอนการทำงานที่แม่นยำจนน่าอัศจรรย์ โดยจะไม่รู้สึกเบื่อตลอดแปดนาทีครึ่งที่ได้ชม...คอนเฟิร์ม!!!



เครดิต www.arip.co.th

1.แฮมเบอเกอร์



แฮมเบอร์เกอร์ ทำมาจากเนื้อส่วนที่เหลือที่แย่ที่สุดจากโรงฆ่าสัตว์ เนื้อส่วนใดที่ขายเป็นส่วนของมันไม่ได้แล้วจะกองอยู่ที่พื้น และนำมาบดทำเป็นเบอร์เกอร์ รวมทั้งกีบ กระดูก จมูก หูและส่วนอื่นๆของมัน เพราะว่าเบอร์เกอร์ทั้งหมดทำมาจากสัตว์ จึงสามารถขึ้นป้ายว่า เนื้อวัวแท้ (Pure beef)แฮมเบอร์เกอร์ทั้งหมดจะใส่สารปรุงรส (MSG=Monosodium Glutamate) ทำให้ปวดศีรษะและเกิดอาการแพ้ MSG เป็นสารเคมีที่ห้องปฏิบัติการทดลองใช้ช่วยทำให้สัตว์อ้วนขึ้น และท้ายที่สุดก็ทำให้ท่านอ้วนขึ้นด้วย  อุตสาหกรรมปศุสัตว์ เป็นผู้ใช้ยาปฏิชีวนะมากที่สุดในโลก เพื่อใช้ในการหักล้างแบคทีเรียที่เป็นอันตรายในเนื้อ

2.ฮอทด็อก



ฮอทด็อก ทำมาจากเนื้อส่วนที่เหลือที่แย่ที่สุดจากโรงฆ่าสัตว์ เนื้อส่วนใดที่ขายเป็นส่วนของมันไม่ได้แล้วจะกองอยู่ที่พื้น และนำมาบดทำเป็นเบอร์เกอร์ รวมทั้งกีบ กระดูก จมูก สันจมูก หู เล็บและส่วนอื่นๆของมัน เพราะว่าฮอทด็อกทั้งหมดทำมาจากสัตว์ จึงสามารถขึ้นป้ายว่า เนื้อวัวแท้ (Pure beef) หรือ ทำจากไก่งวงแท้ 100%

3.เฟรนช์ฟราย



เป็น อาหารที่มี “ความเป็นพิษสูง”การทอดเฟร้นช์ฟราย จะทอดกันที่อุณหภูมิสูง ทำให้มีสารเคมีอะคริลิไมด์(Acrylimides) ออกมา ซึ่งรู้จักกันดีว่า เป็นสารก่อโรคมะเร็งและทำลายประสาท

4.โอริโอ้ คุกกี้



ที่เด่นชัดมากก็คือ ส่วนของน้ำตาลมีอยู่สูงถึง 23 กรัมเลยทีเดียว 
ช็อก โกเล็ตนั้นเป็นสารอาหารรายการสุดท้าย นั่นหมายความว่า มีช็อคโกเล็ตประกอบอยู่น้อยมาก น้ำตาลปริมาณสูง ทำให้ผิวหนังเ่ยวย่นและเกิดริ้วรอยได้เร็วยิ่งขึ้น

5.พิซซ่า



พิซซ่าในเชิงทางการค้าจะประกอบไปด้วยอาหารที่มาจากการตัดแต่งทางพันธุ์กรรม 5 ชนิด
-. เนยแท้ (cheese) เพียง 10% เท่านั้น

-. แป้งที่ผ่านการปรุงแต่งให้ขาวที่ได้ทำการฟอกสี ทำให้วิตามินและเกลือแร่ออกไปแล้ว แต่ได้ทำการเติมเกลือแร่สังเคราะห์ตามจำนวนโมเลกุลที่มันเคยมีอยู่เข้าไป ใหม่

-ซอสมะเขือเทศ ทำด้วยสารที่คล้ายมะเขือเทศที่สร้างยาฆ่าแมลงของมันขึ้นมาได้เอง ในร่างกายของท่าน

-แป้งสาลีที่นำมาใช้เป็นแป้งชนิดที่มีการตัดแต่งทางพันธุ์กรรม

-มีน้ำมันฝ้ายประกอบอยู่ด้วย ฝ้ายไม่ได้จัดเป็นพืชพวกอาหาร มันผ่านการสเปรย์ด้วยยาฆ่าแมลงที่ชาวไร่ใช้

6.น้ำอัดลม



สาร ตัวสำคัญที่มีอยู่ในโค้กก็คือกรดกำมะถัน (Phosphoric acid) ในด้านความเป็นกรดด่าง มันมีความเป็นกรดอยู่สูงมากพอที่จะละลายตะปูได้ภายใน 4 วันกรดที่สะสมอยู่ในร่างกาย ทำให้ยากที่จะทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้

7.ชิ้นไก่เนื้อนุ่มไม่มีกระดูก



ทำ มาจากชิ้นส่วนของไก่ที่ไม่ใช้แล้ว น้อยมากที่จะทำมาจากเนื้อขาวจริงๆการรับประทานต่อครั้งโดยทั่วไป จะให้พลังงาน 340 แคลอรี่ 50% เป็นไขมันมีแป้งขนมปังผสมอยู่มาก จึงมีคาร์โบไฮเดรตอยู่สูง มีการเติมสารปรุงรส (MSG=Monosodium Glutamate) ทำให้ปวดศีรษะ

8.ไอศครีม



มี ไขมันอยู่สูงมาก (ขนาดปกติ 4 ออนซ์) มีไขมันเกินกว่า 50% ของไขมันที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวันมีคาร์โบไฮเดรตอยู่มาก เกือบ 40% ของคาร์โบไฮเดรตที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวันมีน้ำตาลอยู่มาก ทำให้มีความกระหายน้ำตาลมากยิ่งขึ้น เป็นสาเหตุทำให้ผิวหนังเ*Censor*่ยวย่น

9.โดนัท



โดย เฉลี่ยแล้ว จะให้พลังงานประมาณ 300 แคลอรี่ ในโดนัทหนึ่งชิ้นมีแป้งคาร์โบไฮเดรตอยู่มากกว่า 50% ของที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวัน 

10.โปเตโต้ชิพ อาหารขบเคี้ยวว ว



การ ทอดโปเตโต้ชิพจะทอดกันที่อุณหภูมิสูงทำให้มีสารเคมีอะคริลิไมด์ (Acrylimides) ออกมา ซึ่งรู้จักกันดีว่า เป็นสารก่อโรคมะเร็งและทำลายประสาท
มีเกลือโซเดียมอยู่สูงมาก ทำให้ร่างกายขาดน้ำได้

credit : zheza.com

ทุกคนคงเคยได้ยิน ไม่ข่าว นิยาย ก็ภาพยนต์ ท้องเรื่องประมาณว่ามีคนถูกมนุษย์ต่างดาวจับไปทดลอง

หลายคนคงคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ หรืออาจจะมีบางส่วนที่คิดว่าเป็นเรื่องจริง

แล้วถ้าผมจะมาบอกว่า เรื่องทำนองนี้เคยเกิดขึ้นแล้วจริง ๆ ล่ะ !!

.

.

.

// ตลกแล้วมั้ง จะจริงหรอ = = //

จริงครับ แต่เพียงแค่ไม่ได้เกิดกับมนุษย์ และคนที่มาจับไปไม่ใช่มนุษย์ต่างดาว

แต่สิ่งที่ถูกจับมาทดลองก็คือสัตว์บนโลกนี้ โดยผู้ที่จับมาก็คือมนุษย์นั่นเอง~

ซึ่งในความคิดของสัตว์เหล่านั้นก็คงไม่ต่างอะไรจากการถูกมนุษย์ต่างดาวจับหรอกน่า

 

ไหนเราลองมาดูกันซักหน่อยละกันว่าสัตว์เหล่านั้นโดนอะไรบ้าง~

 

การทดลองที่ 1 ครอบแก้วมหัศจรรย์ by เฮียโจ

 

เฮียโจ (Joseph Priestly) บิดาแห่งเคมีแก๊ส

เป็นการทดลองง่ายๆ ที่ใครก็สามารถทดลองทำที่บ้านด้วยตัวเองได้นะครับ

อุปกรณ์ : ครอบแก้ว เทียไข ไม้ขีดไฟ และหนูเป็นๆ 2 ตัว

 9ozgyccw.png

ขั้นตอนการทดลอง :

1. จ่อเทียนไขไว้ในครอบแก้ว ปรากฎว่าสักครู่เทียนไขก็ดับ

2. ใส่หนูเข้าไปในครอบแก้วครู่ต่อมาหนูก็ตาย

3. เมื่อนำหนูที่มีชีวิตไปไว้ในครอบแก้วเดิมที่เทียนไขดับปรากฏว่าหนู ตายเกือบทันที

4. และเมื่อจุดเทียนไขแล้วนำไปใส่ในครอบแก้วเดิมที่หนูตายอยู่แล้ว ปรากฏว่าเทียนไขดับเกือบทันที

สรุปผลการทดลอง :

"อากาศที่หนูหายใจออกมาและอากาศที่ทำให้เทียนไขดับ ในสมัยนั้นเรียกว่า "อากาศเสีย" สิ่งที่สงสัยในยุคนั้นก็คือ คนและสัตว์อื่นๆ เป็นจำนวนมากกำลังหายใจอยู่ตลอดเวลา และยังมีการเผาไหม้สิ่งต่างๆ ถ้าเป็นเช่นนั้นไปเรื่อยๆ ในที่สุดอากาศที่ใช้ในการหายใจหรือช่วยในการลุกไหม้มิถูกทำลายให้หมดไป"

.

ก็ลองชั่งน้ำหนัีกกันดูนะครับว่า ผลที่ได้มาจากการทดลองนี้ กับ ชีวิตหนูที่ต้องเสียไป มันคุ้มหรือไม่

 

 

 

 

การทดลองที่ 2 ถอดหัว by อาซิ้ม

การทดลองของอาซิ้ม(H.M. & Zimmerman)นั้นดูง่ายกว่าของเฮียโจอีก

อุปกรณ์ : กิ่งไม้ และ เพลี้ยที่มีชีวิต 1 ตัว

http://img194.imageshack.us/img194/8743/munchb.jpg

ขั้นตอนการทดลอง :

1. ปล่อยให้เพลี้ยเข้าไปเจาะดูดต้นไม้ตามใจชอบ

2. วางยาสลบเพลี้ย

3. ตัดตัวและหัวของเพลี้ยให้แยกออกจากงวงของเพลี้ยที่เจาะอยู่ในต้นไม้ (ในภาพยังไม่ได้ตัด)

4. นำน้ำที่ไหลออกมาจากงวงเพลี้ยมาตรวจว่าเป็นสารใด

สรุปผลการทดลอง :

"น้ำที่ไหลออกมาจากงวงของเพลี้ยอ่่อนนั้นเป็นซูโครส แสดงว่า พืชลำเลียงสารอาหารในรูปของซูโครส และ งวงของเพลี้ยอ่อนสามารถเจาะไปได้ถึงชั้นโฟลเอมของพืช"

.

ป่าเถื่อนอ่ะ ลองนึกภาพว่าเรากำลังกิินอะไรอยู่แล้วโดนวางยาสลบแล้วโดนชำแหละแบบนี้ มันคงไม่ขำอ่ะนะ = =

 

 

 

 

แล้วยังมีการทดลองมากมาย ที่เรานำสัตว์เป็น ๆ มาใช้ เช่่น การผ่ากบ (ลิ้งจากอากู๋)

ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าพวกเรามีสิทธิ์อะไร ที่นำสัตว์เหล่านั้นมาทดลอง

พวกมันยินยอมสมัครใจ ?

หรือเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ?

ใครๆ ก็รักชีวิตของตัวเองกันทั้งนั้นครับ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นสัตว์(รวมทั้งสัตว์เซลล์เดียวและแบคทีเรีย)ก็ตาม

ผมไม่ได้มาเรียกร้องไม่ให้ทดลองกับสัตว์หรอกนะครับ = =

แต่ถ้าวันนึงเราโดนจับไปทดลอง... ?

แต่ครอบครัวของหนูกับเพลี้ยเหล่านั้นอาจจะทำลังยื่นเรื่องส่งฟ้องศาลอยู่ก็ได้นะครับ~

 

credit:

http://nd-biology.tripod.com/mysite/nd_biology_10.html

http://www.horhook.com/section/sec3science/scientist/Joseph%20Priestly.htm

http://employees.csbsju.edu/SSAUPE/biol115/photosynthesis%20-%20classics.htm

http://74.125.153.132/search?q=cache:SomjPnIIUlQJ:reg.ksu.ac.th/teacher/myweb/bio2/Gas%2520exchange.ppt+%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B8%99+%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%A2&cd=2&hl=th&ct=clnk&gl=th&lr=lang_th&client=firefox-a

http://images.google.co.th/images?q=%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9A&oe=utf-8&rls=org.mozilla:th:official&client=firefox-a&um=1&ie=UTF-8&sa=N&hl=th&tab=wi